Home ข้อคิดสอนใจ เมื่อเกิด ” รักสามเส้า ” เราจะก้าวต่อไปอย่างไร

เมื่อเกิด ” รักสามเส้า ” เราจะก้าวต่อไปอย่างไร

2 second read
437

รักสามเส้า และปัญหานอกใจ จัดเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนกำลังพบเจอ หลายครั้งปัญหานี้จบลงด้วยน้ำตา อีกหลายคราจบลงด้วยชีวิต

แต่บางคนก็ไม่ยอมจบปัญหา ยื้อเวลาไว้อย่างนั้น ในขณะที่อีกหลายคนไม่รู้ว่าควรจะก้าวต่อไปอย่างไรดี

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ “รักสามเส้า” ไว้หลายกรณีดังนี้

กรณีที่ 1  ทำอย่างไรเมื่อเขาทิ้งเราไปมีคนใหม่ แต่เราตัดใจไม่ลงสักที

การที่สามีไปมีผู้หญิงอื่นทำให้คุณรู้สึกว่า คุณไม่มีความหมายไร้คุณค่า  ยิ่งคุณรู้สึกยึดมั่นใน “ตัวเรา” มากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูก ดูถูก เ ห ยี ย ด ห ย า ม มากเท่านั้น

ขณะเดียวกันหากคุณยึดมั่นว่าสามีเป็น “ของเรา” ก็จะยิ่งโกรธที่เขาถูกแย่งไปจากคุณ อาตมาอยากให้คุณพิจารณาให้ดีๆว่า

ความรู้สึกที่รบกวนจิตใจของคุณเกิดจากอะไรแน่ ถึงที่สุดแล้วมันก็ไม่หนีไปจากความยึดติดถือมั่นในตัวเราของเรานั่นเอง

ความยึดติดถือมั่นนี้แหละที่เป็นตัวการสร้างความทุกข์แก่เราอย่างแท้จริง และนำไปสู่การซ้ำเติมตัวเอง เพราะแทนที่จะเสียของรัก เช่น สามี ทรัพย์สมบัติ ก็เสียความสุขซ้ำเข้าไปด้วย

ไหนๆจะเสีย ก็ขอให้เสียอย่างเดียวพอ ไม่ควรเสียใจซ้ำอีก

ภาพเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

หากคุณทุกข์ใจเพราะรู้สึกว่าได้สูญเสีย “ของเรา” ก็ลองใคร่ครวญอย่างจริงจังว่าสามีนั้นเป็นของคุณจริงหรือ คุณสามารถครอบครองเขาได้จริงหรือ

หรือว่าเขาเพียงแต่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณเพียงเพื่อจะจากไปในที่สุด ไม่มีทางที่คุณจะยึดเป็นของคุณได้เลยแม้แต่นาทีเดียว

 

หากคุณเจ็บปวดเพราะรู้สึกว่าตัวคุณไร้คุณค่าหรือถูก ดูถูก เ ห ยี ย ด ห ย า ม ก็ลองใคร่ครวญดูว่า คุณค่าที่แท้ของคุณนั้นอยู่ที่ตัวคุณเอง อยู่ที่การกระทำและภาวะภายในของคุณ

หาได้อยู่ที่สายตาของคนอื่นไม่ การที่เขาทิ้งคุณไปไม่ได้ทำให้คุณค่าของคุณลดน้อยถอยลงเลย คนที่จะลดทอนคุณค่าของตัวคุณได้มีคนเดียวเท่านั้น  คือคุณ

 

อาตมาขอแนะนำให้คุณลองมองเหตุการณ์นี้ในมุมใหม่ว่า การที่สามีทิ้งคุณไปนั้น เป็นการฝึกให้คุณรู้จักพึ่งพาตนและกลับมาเห็นคุณค่าของตนเอง

ไม่เอาความสุขไปผูกติดกับคนอื่น ช่วยให้คุณเป็นอิสระอย่างแท้จริง อีกทั้งยังทำให้คุณได้เห็นถึงโทษของความยึดมั่นในตัวเราของเราและกระตุ้นให้คุณคลายความยึดมั่นดังกล่าวลง

 

กรณีที่ 2 ทำอย่างไรเมื่อเขาเผลอนอกใจ แล้วสำนึกผิดและขอโอกาสอีกครั้ง แต่เราให้อภัยไม่ได้

หากสามีของคุณสำนึกผิดและขอโทษคุณ คุณก็ควรให้โอกาสเขาพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง คนเรานั้นย่อมมีความพลาดพลั้งเป็นธรรมดา

หาความสมบูรณ์แบบไม่ได้ แม้ว่าความผิดพลาดครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ในเมื่อคุณยังรักเขา ก็ควรรู้จักให้อภัยเพราะรักแท้นั้นหมายถึงการให้

เช่นเดียวกับแม่ที่พร้อมให้อภัยต่อลูกเสมอ แม้ลูกจะทำความเจ็บปวดแก่แม่ก็ตาม หากคุณยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ไม่เคยบกพร่องในการเป็นสามีและพ่อ

เมื่อเขาพลั้งพลาดเพียงครั้งเดียว จึงไม่น่าที่จะตัดรอนเขาไป การทำเช่นนั้นไม่ได้สร้างความทุกข์แก่เขาเท่านั้น แต่ยังเป็นผลเสียต่อคุณและลูกด้วย

ภาพเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

กรณีที่ 3 ทำอย่างไรหากเราหมดซึ่งความไว้วางใจในตัวเขาแล้ว   

หากยังคิดที่จะมีชีวิตคู่ด้วยกันหรือเป็นแฟนกันก็ต้องให้โอกาสคู่รักของตนในการแก้ตัวเพราะคนเรานั้นย่อมผิดพลาดกันได้  หากเขาสำนึกผิดและอยากแก้ตัว

ก็ควรให้โอกาสเขา  ระหว่างนั้นก็ควรลดความระแวงลงบ้าง  เพราะตราบใดที่ยังมีความระแวงอยู่ย่อมมีการจ้องจับผิด ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งแก่เขาและแก่ตนเอง

เพราะเป็นธรรมดาว่าเมื่อจ้องจับผิดแล้ว ก็ย่อมเห็นแต่เรื่องที่ไม่สบายใจหรือเพิ่มความระแวงสงสัยให้หนักขึ้น (ส่วนเขาจะทำจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

เพราะ อคติเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยากที่จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงได้ แม้แต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม

คนเรานั้นหากไม่มีความไว้วางใจกันแล้ว ย่อมอยู่ร้อนนอนทุกข์ ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่างคนต่างอยู่หรือเป็นแค่เพื่อนกันไม่ดีกว่าหรือ

ความทุกข์จะได้ลดลง ถ้าอยู่แล้วทุกข์ทั้งสองฝ่ายจะมีประโยชน์อะไร ดังนั้นถ้ารักจะเป็นแฟนกันก็ควรมีความไว้วางใจกันตามสมควร

ลดความระแวงลงและให้โอกาสแก่คู่รักของเขาในการพิสูจน์ตนเองอย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง

แม้อดีตจะมีเรื่องที่เจ็บปวด ก็ไม่ควรฝังใจอยู่กับอดีต หรือปล่อยให้อดีตครอบงำจิตใจจนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

หากคุณให้โอกาสเขาแก้ตัวแล้วเขายังนอกใจอยู่ ถึงตอนนั้นจึงค่อยตำหนิหรือว่ากล่าวเขา หรือจะตัดความสัมพันธ์ไปเลยก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่

 

กรณีที่ 4 จะดีไหม ถ้าไม่เลือกวิธีหย่า แต่ขอแยกลูกออกจากพ่อของเขา

คุณไม่ได้มีเจตนา ร้ า ย ต่อลูกที่แยกเขาออกจากพ่อ จึงไม่เป็นบาปแต่อย่างใด แต่คุณก็ต้องไตร่ตรองว่าการทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อเขาอย่างไร

หากคุณสามารถให้ความรักแก่เขาได้อย่างเต็มที่ สามารถเป็นทั้งแม่และพ่อให้แก่เขาได้  หรือมีข้อตกลงเพื่อให้เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อตามโอกาส

ผลเสียต่อลูกก็ไม่น่าจะมีมาก อย่างไรก็ตาม หากคุณสามารถอดทนเพื่อให้ลูกมีทั้งพ่อและแม่อยู่ใกล้กัน (โดยมีบรรยากาศของครอบครัวที่ไม่อึมครึมร้าวฉาน) ก็น่าจะดีต่อลูกมากกว่า

แต่ถ้าคุณอยู่แล้วไม่มีความสุขเลยมีแต่ความทุกข์ หรือถึงกับมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับสามีเป็นอาจิณ การอยู่เป็นครอบครัวในสภาพเช่นนั้นย่อมส่งผลเสียต่อลูกมากกว่า

เรื่องนี้คุณลองพิจารณาดูแต่หากตัดสินใจที่จะแยกจากเขา ก็ควรทำหลังจากที่ให้โอกาสเขาแก้ตัวแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น

ขอขอบคุณที่มาจาก : พระอาจารย์ไพศาล

Check Also

มีมาก มีน้อย ก็ต้องให้ เป็นเงินเลี้ยงดูหัวใจพ่อแม่

ลุงคนนี้เป็นเพียงแค่คนเก็บผ้าของลูกๆ ลุงคนนี้ไม่มีเงิน เพราะลูกเอามาเลี้ยงเอาไว้คอยเก็บผ้า…